บทความรู้ไว้ไม่ตายโหง
"ประสบการณ์คับด้ามปืน ของยอดนักสืบผู้การเอลวิส"
โฆษณาขายรถ ระวังรถหาย
หน้าหลัก ›› บทความรู้ไว้ไม่ตายโหง ›› โฆษณาขายรถ ระวังรถหาย




ที่ผมต้องเขียนเรื่องนี้เนื่องจาก วันก่อนอ่านพบข่าว เจ้าของรถลงโฆษณาขายรถในหนังสือพิมพ์ ถูกคนร้ายวางแผนทำทีจะซื้อรถแล้วเชิดรถหนี ทำให้ผมนึกถึงคดีเรื่องหนึ่งซึ่งเกิดในลักษณะเดียวกัน แต่คนร้ายถูกตำรวจนครบาลจับกุมได้ ผมหวังว่าผู้เสียหายที่ถูกกระทำในลักษณะนี้ คงจะได้อ่านบทความของผม และหวังว่าคงจะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้บ้าง

สำหรับท่านที่ยังไม่เคยถูกขโมยรถ ก็จะได้นำไปเป็นข้อมูลเพิ่มความระมัดระวัง ไม่ให้เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นกับตัวท่านและคนใกล้ๆตัวท่าน และยังจะได้รู้แนวทางการสืบสวน ท่านจะชื่นชมกับการทำงานของตำรวจว่าเขาทุ่มเทและใช้ความพยายามมากจริงๆ

รถเปรียบเสมือนปัจจัยที่ ๕ ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต บางคนเลือกที่จะมีรถก่อนที่จะมีบ้านเสียอีก ท่านควรจะได้ทราบสถิติรถหายในนครบาล (กทม.) ซึ่งนับวันจะเพิ่มขึ้น ในปี พ.ศ.๒๕๔๙ รถยนต์หายทั้งสิ้น ๘๗๘ คัน เฉลี่ยวันละ ๒ คันครึ่ง การติดตามรถยนต์กลับคืนมาได้เพียง ๓๙ คัน เฉลี่ยร้อยละ ๔.๔ ส่วนรถจักรยานยนต์ในปีเดียวกันหาย ๖๒๙๓ คัน เฉลี่ยวันละ ๑๗ คัน การติดตามรถจักรยานยนต์กลับคืนมาได้ ๑๙๕ คัน เฉลี่ยร้อยละ ๓ นับว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำมาก

ท่านอาจมีคำถามตามมาว่า รถที่หายๆ มันไปไหน จากข้อมูลที่เคยมีการจับกุมได้

๑ ถอดชิ้นส่วนส่งขายตามร้านอะไหล่เครื่องยนต์ และร้านขายชิ้นส่วนรถเก่า

๒ นำไปสวมทะเบียน (สวมทะเบียนกับรถที่เกิดอุบัติเหตุตัวถังเสียหาย หรือสวมทะเบียนกับรถยี่ห้อเดียวกันที่หายไป)

๓ ส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน

๔ เอาไปใช้งานในป่า ในไร่ ที่อยู่ห่างไกลจากการตรวจสอบ

การสืบสวนติดตามรถยนต์หายค่อนข้างยาก ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าของด้วยว่า ท่านมีข้อมูลเกี่ยวกับรถของท่านมากน้อยเพียงใด บางท่านเมื่อรถหายตำรวจถามถึงตำหนิพิเศษมีอะไรบ้าง เจ้าของบอกได้เพียงสีรถและรอยถลอกรอยบุบ สิ่งเหล่านี้คนร้ายมันก็รู้ครับ ถ้ามันไม่ถอดชิ้นส่วนขายหรือนำไปสวมทะเบียน มันก็จะเปลี่ยนสีใหม่ลบรอยบุบรอยถลอกแล้วเปลี่ยนทะเบียน เพียงแค่นี้เจ้าของก็จำรถตัวเองไม่ได้แล้ว บางคนบอกว่ามีตำหนิที่เบาะนั่งมีรอยฉีกขาด หรือร่องรอยอย่างอื่นที่อยู่ภายในตัวรถ แล้วตำรวจที่ไหนจะเข้าไปสำรวจภายในของรถได้ทุกคัน ส่วนมากมองผ่าน จึงอยากแนะนำเจ้าของรถ ลองทำตำหนิที่ภายนอกของตัวรถ ชนิดที่ท่านขับรถตามหลังแล้วมองเห็นทันที แล้วตำหนินี้จะต้องเป็นชนิดที่คนร้ายก็นึกไม่ถึงว่า เจ้าของจงใจทำขึ้นมา ประการที่สอง สลักชื่อของท่านไว้ที่ส่วนล่างของกระจกข้าง หรือทำรอยตำหนิไว้ ตำหนิดังกล่าวนี้ถ้าไม่เปิดแผงข้างประตูออก จะมองไม่เห็น หรือทำตำหนิไว้ที่ใดก็ได้ซึ่งอยู่ในที่ซ่อนเร้น ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการพิสูจน์กรรมสิทธิ์ เคยมีปัญหาทำนองนี้เกิดขึ้นเมื่อรถของท่านถูกนำไปสวมทะเบียน กลายเป็นรถหมายเลขทะเบียนอื่นไป ตำหนิที่คนทั่วไปนึกไม่ถึงนี้จะช่วยท่านได้
ทำไมผมถึงบอกว่า ต้องทำตำหนิด้านหลังรถชนิดที่เราขับรถตามหลังแล้วสามารถมองเห็น และจำได้ ก็เพราะว่า การติดตามหารถวิธีหนึ่งก็คือ ผู้สืบสวนจะขับรถตระเวนไป (วิธีนี้ตัวท่านเองก็สามารถทำได้) เมื่อพบรถที่สงสัยว่าจะเป็นรถที่ถูกขโมย ก็จะเริ่มตรวจสอบ

ประการแรก จะเช็คสอบหมายเลขทะเบียน เดี๋ยวนี้ทำได้รวดเร็ว มีการตรวจสอบทางคอมพิวเตอร์ ถามปุ๊บตอบปั๊บ คนร้ายมันก็รู้วิธีการ มันจะรีบเปลี่ยนสีรถเปลี่ยนหมายเลขทะเบียนรถที่ขโมย ชนิดที่ตรวจสอบทางคอมพิวเตอร์แล้ว สีรถยี่ห้อจะตรงตามต้นทะเบียน พอเช็คแล้วตรงตามต้นขั้วทะเบียน ผู้สืบสวนก็จะปล่อยผ่านไป ไม่ตรวจสอบละเอียด เว้นแต่พบพิรุธ

วิธีที่สอง พอพบรถต้องสงสัยก็จะขับตามหลังเพื่อพิจารณาดูว่า ใช่รถคันที่หายหรือไม่ใช่ โดยดูจากตำหนิพิเศษที่ทำไว้ดังได้กล่าวไปแล้ว ตอนที่ผมใช้รถญี่ปุ่น ผมเคยเอาสว่านเจาะใต้ท้องรถ ทำรอยที่เพลารถแล้วลองนั่งรถตามหลังสังเกตว่า จะมองเห็นรอยนี้หรือไม่ ร่องรอยเหล่านี้จะช่วยในการติดตามได้มาก ทำร่องรอยไว้เยอะๆแล้วจำร่องรอยนี้ไว้ พอท่านเห็นแล้วแน่ใจว่าเป็นรถของท่าน เอาตำรวจไปขอตรวจค้นดูตำหนิอื่นๆอีก ยังไงก็ตาม เครื่องป้องกันการโจรกรรมรถก็อย่าลืมติดตั้งไว้ด้วย ป้องกันไม่ให้รถหายดีกว่าปล่อยให้หายแล้วค่อยไปตามเอาคืน มันยากจริงๆ เพราะรถมันมีเครื่องยนต์ มีล้อ เคลื่อนที่ได้ จากใต้สุดวิ่งไปเหนือสุดได้ จึงไม่แปลกที่การติดตามรถกลับคืนมีเพียง ๓-๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และท่านก็ควรจะทราบด้วยว่า รถยนต์ที่หายมากที่สุดคือรถปิกอัพญี่ปุ่น ยี่ห้อที่มียอดจำหน่ายสูงเครื่องยนต์แรง รถใหม่ตัวถังสวยจะถูกพิจารณาก่อนเพื่อน รถฝรั่งก็ยังหาย หากว่ามี “ใบสั่ง”
เจ้าของรถยนต์รายที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ เป็นสุภาพสตรี เธอมีรถยนต์ฮอนด้าซีวิค เธอรักษารถดีมาก ปลอดภัยจากการถูกขโมย เธออยากจะเปลี่ยนรถใหม่เลยลงประกาศขายรถเก่าในหนังสือพิมพ์ อยู่มาวันหนึ่งเธอดีใจที่มีผู้ชายโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับรถที่จะขาย มีการนัดหมายดูสภาพรถกันที่ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ถนนศรีนครินทร์ กทม. ท้องที่สน.ประเวศ ชายผู้สนใจจะซื้อรถนัดหมายที่สถานที่แห่งนี้เพราะเห็นว่า เป็นศูนย์การค้าที่ไม่มีการแจกบัตรเมื่อรถผ่านเข้า – ออก (ชายคนร้ายคิดว่าตนเองฉลาด แต่เขาคิดผิดอย่างมหันต์) ชายผู้จะซื้อรถนัดผู้ขายที่ร้าน “แบลคแคนยอน”ซึ่งอยู่ชั้นที่ ๔ บริเวณหน้าโรงภาพยนต์ อี.จี.วี. เวลานัดหมายใกล้ๆเที่ยง พอถึงวันเวลาตามนัด ผู้จะซื้อและผู้จะขายก็พบกันโดยง่ายเพราะต่างฝ่ายต่างมีโทรศัพท์มือถือ ฝ่ายขายมาแต่ผู้เดียวส่วนฝ่ายซื้อมาเป็นครอบครัว โดยชายผู้จะซื้อพาภรรยาและลูกชายอายุ ๓ ขวบเศษมาด้วย หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อยก็พากันไปดูรถซึ่งจอดอยู่ ณ บริเวณที่จอดรถใต้ศูนย์การค้า ชายผู้จะซื้อขอลองขับขี่ โดยให้ภรรยาและลูกรวมทั้งเจ้าของรถนั่งไปด้วย การทดลองขับก็ลองขับวนไปมาภายในพื้นที่ชั้นที่จอดรถ (ห้างซีคอนสแควร์ความยาวประมาณ ๔๐๐ เมตร) การทดลองขับเป็นที่พอใจของผู้จะซื้อ ต่อไปก็มีการเจรจาเรื่องราคาซื้อขาย
เรื่องของจิตวิทยาเข้ามาแทรก บดบังความรู้สึกหวาดระแวงไปอย่างสิ้นเชิง ผู้จะขายรถดีใจที่จะขายรถได้ ไว้ใจผู้ซื้อเพราะมาเป็นครอบครัวมีทั้งภรรยาและบุตรตัวเล็ก ความเกรงอกเกรงใจและให้เกียรติเกิดขึ้น ตอนที่ลองรถผู้จะซื้อเป็นผู้ขับขี่ หลังจากลองรถเรียบร้อย ผู้จะซื้อจอดรถล๊อคกุญแจประตู แล้วพากันเดินคุยเรื่องราคา ผู้จะซื้อพอใจรถมากไม่ต่อรองราคาและจะขอทำสัญญาวางเงินมัดจำไว้ก่อน ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงวันผู้จะซื้อรถชวนทานอาหารที่ร้านเดิมคือร้าน “แบลคแคนยอน”ซึ่งอยู่ที่ชั้นที่ ๔ ขณะเดินไปร้านแบลคแคนยอน กุญแจรถยังอยู่ที่ชายผู้จะซื้อรถ ทันใดชายผู้จะซื้อรถก็บอกกับภรรยาตนว่า “แม่ๆ พาลูกกับคุณพี่ไปทานอาหารก่อน เดี๋ยวผมจะไปกด เอ.ที.เอ็ม.” ว่าแล้วชายผู้จะซื้อก็ผลุนผลันไปยังตู้ เอ.ที.เอ็ม.ซึ่งอยู่บริเวณชั้นที่ ๑ ของห้าง ผู้จะขายรถเกิดความเกรงใจและมิได้เฉลียวใจว่าผู้จะซื้อรถจะสวมวิญญาณโจร จึงไม่ได้เรียกเอากุญแจรถคืน เพราะเห็นว่าผู้จะซื้อตกลงจะซื้อแน่ และอีกประการหนึ่งภรรยาและลูกก็ยังอยู่กับเธอ (ลองคิดดู ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดกับตัวท่าน ท่านจะเรียกกุญแจรถจากผู้จะซื้อรถมาเก็บไว้หรือไม่) ภรรยาของผู้จะซื้อรถพาเจ้าของรถไปที่ร้านแบลคแคนยอน สั่งอาหารมาทาน อาหารยังไม่ทันเสริฟชายผู้จะซื้อรถก็เดินเข้ามา ฝ่ายจะขายรถคงจะดีใจที่ผู้ซื้อรถยังอยู่ ชายผู้จะซื้อรถส่งกุญแจรถคืนให้กับหญิงเจ้าของรถพร้อมกับบอกว่า พี่สาวของผู้จะซื้อกำลังจะโอนเงินมาให้ทาง เอ.ที.เอ็ม.ซึ่งการโอนยังไม่เรียบร้อย ว่าแล้วผู้จะซื้อก็พูดโทรศัพท์มือถือซึ่งเมื่อผู้เสียหายได้มานึกทบทวนดูแล้ว น่าจะเป็นการพูดคนเดียว ผู้เสียหายฟังได้ความว่า คู่สนทนาต้องการให้ผู้ซื้อไปรับเงินสดแทนที่การโอนทาง เอ.ที.เอ็ม. ว่าแล้วผู้ซื้อกับภรรยาและลูกน้อยก็ขอตัวไม่ทานอาหาร ล่ำลาผู้จะขายโดยมิได้ทานอาหารเลยแต่น้อย อ้างว่าจะไปเอาเงินสดมาวางมัดจำ ก็ต้องตกที่นั่งของผู้จะขายรถที่ต้องทนทานอาหารด้วยความเสียดาย กว่าจะทานเสร็จจ่ายเงินค่าอาหารก็เป็นเวลากว่า ๑๐ นาที แล้วเธอก็เดินทางกลับบ้านพร้อมกับรุ้นไปในใจ อยากให้การขายรถสำเร็จ เธอเดินไปยังตำแหน่งที่จอดรถซึ่งเธอจำหมายเลขเสาที่จอดไว้ แต่ไม่พบรถ เดินหาจนทั่วบริเวณชั้นจอดรถก็ไม่เจอ แจ้ง รปภ.ช่วยค้นหาก็ไม่พบ แน่นอนรถหาย เธอมิได้สงสัยใครเลย แม้แต่คนที่จะซื้อรถจากเธอ ก็มิได้สงสัย

ในที่สุดเธอก็ต้องไปแจ้งความรถหายที่ สน.ประเวศ สำหรับในนครบาลหรือกรุงเทพฯ ผมยอมรับว่า มีการสืบสวนสอบสวนที่เป็นระบบ คดีโจรกรรมรถมีศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถอยู่ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจชอบเรียกคำย่อว่า “ศปร.น.” ปัจจุบันศูนย์นี้ยุบไปรวมกับศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมในเคหสถาน เรียกชื่อใหม่ว่า “ศูนย์สืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล” (ศส.บชน.) มีหัวหน้าศูนย์ฯคือ พ.ต.อ.ปรีชา ธิมานมนตรี ตำแหน่งรองผู้บังคับการ ที่ทำการของศูนย์ฯอยู่ชั้น ๔ กองบัญชาการตำรวจนครบาลเก่า คือที่บริเวณสี่แยกโรงพยาบาลสงฆ์ ฝีมือการสืบสวนของ พ.ต.อ.ปรีชา ธิมานมนตรีหรือ “เดอะอู๊ด” ระดับปรมาจารย์ ผู้เสียหายที่คดีเกิดในนครบาลไปร้องขอความช่วยเหลือจากนายตำรวจผู้นี้ได้ ไม่มีผิดหวัง

ผมบอกในตอนต้นว่า ที่ผู้ซื้อนัดดูรถที่ห้างซีคอนสแควร์เพราะเห็นว่าศูนย์การค้าแห่งนี้ไม่มีการแจกบัตรเข้า-ออก คิดว่าสะดวกในการลักรถ แต่ที่ไหนได้คิดผิดถนัด ที่นี่เขาติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดจับภาพตอนที่ขับรถเข้าและขับรถออกไว้ ชุดสืบสวนได้ดูภาพรถยนต์ที่เข้า-ออกห้างฯในวันเกิดเหตุ ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็เห็นภาพของรถคันที่เกิดเหตุ ตอนก่อนเที่ยงสุภาพสตรีเป็นผู้ขับขี่เข้าไป ลักษณะรถและทะเบียนรถชัดเจน แต่ในตอนบ่ายของวันเดียวกันมีผู้ชายขับขี่รถคันดังกล่าวออกไป มีสุภาพสตรีนั่งคู่ไปด้วย หญิงเจ้าของรถซึ่งเป็นผู้เสียหายได้ดูภาพชายที่ขับขี่รถของเธอออกจากห้างฯ เธอเห็นภาพก็อุทานออกมา ไอ้นี่มันคนที่มาติดต่อขอซื้อรถของเธอและขอลองขับขี่รถ มันเอารถฉันไปได้ยังไง กุญแจรถก็ยังอยู่ที่ฉัน

จะอะไรเสียอีกเล่า ก็ตอนที่ลองรถเสร็จชวนกันไปทานข้าวเที่ยง ผู้จะซื้อยังถือกุญแจรถอยู่ขอตัวไปกด เอ.ที.เอ็ม. แวบไปปั๊มกุญแจรถซึ่งมีที่ก๊อปปี้กุญแจอยู่ในห้างแห่งเดียวกันนั่นแหละ ไม่ถึงห้านาทีก็เสร็จแล้ว พอก๊อปปี้กุญแจเสร็จก็รีบเอากุญแจรถไปคืนเจ้าของรถ แล้วพูดโทรศัพท์กลบเกลื่อนเรื่องโอนเงินค่ามัดจำรถ ทำให้เจ้าของรถเชื่อสนิทมิได้ระแวงสงสัย

เป็นอันว่ารถถูกขโมยโดยชายที่แกล้งทำทีจะซื้อ แล้วเขาผู้นั้นเป็นใคร อยู่ที่ไหน เชื่อไหมครับ แม้แต่ชื่อยังไม่ได้ถามกันเลย มีแต่เบอร์โทรศัพท์มือถือ ตำรวจเช็คโทรศัพท์เพื่อหาตัวเจ้าของ กลายเป็นโทรศัพท์ชนิดซื้อบัตรเติมเงินซึ่งในช่วงที่เกิดเหตุคดีนี้ยังไม่มีกฎหมายบังคับให้มีการลงทะเบียนผู้ซื้อ สรุปไม่รู้ว่าไอ้หมอนี่เป็นใครกัน
ตำรวจไทยโคตรเก่งไม่ต้องห่วง ตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ของชายคนร้าย ได้หมายเลขโทรศัพท์ที่ชายผู้นี้ติดต่อ มีประมาณ ๒๐ หมายเลข ส่วนมากเป็นผู้ที่ประกาศขายรถ บางรายก็รถหายไปแล้ว (สงสัยว่าไอ้หมอนี่อาจจะลักก็ได้) บางรายรถก็ยังอยู่ ตำรวจต้องแยกกันไปสอบถามข้อมูล ในจำนวน ๒๐ หมายเลขที่ชายคนร้ายติดต่อด้วย มีเพียงรายเดียวที่พอจะได้ประโยชน์ คือจ่าวิเชียรฯสน.ท่าข้าม จ่าวิเชียรฯลงโฆษณาขายรถยนต์ในหนังสือพิมพ์ ชายคนร้ายได้ติดต่อซื้อ แต่จ่าวิเชียรฯเขี้ยวแบบตำรวจ อยากดูรถให้ไปดูที่โรงพัก คนร้ายนี่ก็ใจถึงไปหาจ่าถึงโรงพัก เวลาลองรถจ่าก็นั่งไปด้วย ลงจากรถจ่าแกก็ขอกุญแจรถคืน มิหนำจ่ายังถามชื่อแซ่ผู้ที่จะซื้ออีกด้วย เลยทราบว่าชื่อ “อรรถวิช”

ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากจ่ามาก เพราะจ่ามีพื้นฐานเรื่องการสืบสวนซักถาม จ่าบอกว่ามีการพูดคุยทางโทรศัพท์กับนายอรรถวิชหลายครั้ง เรื่องทำสัญญาจะซื้อจะขายรถ นายอรรถวิชบ่ายเบี่ยงเรื่องการนัดหมาย เช่นอ้างว่าต้องเดินทางด้วยรถยนต์ใช้เวลา ๒ ชั่วโมงกว่าจะถึงกรุงเทพ (ไม่ยอมบอกว่าอยู่ที่ใด) เพียงบอกว่าอยู่บนเกาะ ต้องนั่งเรือจากเกาะแล้วนั่งรถยนต์ต่อ ในช่วงที่มีการพูดคุยกันจ่าวิเชียรบอกว่า นายอรรถวิชเคยหลุดคำพูดว่า “จังหวัดระยอง”ออกมา ตำรวจจึงตั้งประเด็นว่า นายอรรถวิชน่าจะอยู่เกาะทางแถบระยอง แต่ถ้านายอรรถวิชพูดปดล่ะ แน่นอนตำรวจก็หลงทางนะซี

ตำรวจเช็คหา BASE โทรศัพท์ ปรากฏว่าไอ้หมอนี่ฉลาดไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ ตำรวจลองโทรเข้า มันก็ไม่รับ เมื่อไม่มีการใช้โทรศัพท์ BASE ก็ไม่ขึ้น ก็เลยไม่ชัดเจนว่าคนร้ายอยู่ที่พิกัดใด หรือว่าเลิกใช้โทรศัพท์หมายเลขดังกล่าวไปแล้ว

ตำรวจไม่หมดความพยายาม รูปของนายอรรถวิชที่ได้จากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่ห้างซีคอนสแควร์ ถูกอัดขยายและนำแจกจ่ายเพื่อสืบหาบุคคลที่รู้จัก การสืบสวนบางครั้งก็ต้องใช้การคาดคะเน สำหรับเรื่องนี้ตำรวจฟันธงว่า คนร้ายต้องอยู่แถวจังหวัดระยอง จึงได้ระดมกำลังออกเป็นหลายชุด แห่ภาพนายอรรถวิชไปตามเกาะต่างๆแถวระยอง รวมทั้งในตัวเมืองระยอง แค่ในเมืองระยองคนก็เป็นแสน และยังจะมีเกาะต่างๆอีกหลายเกาะ เห็นตำรวจทำงานแล้วน่าเหนื่อยแทน แต่ผมบอกแต่ต้นแล้วว่า ตำรวจไทยโคตรเก่งและไม่ละความพยายาม

ชุดสืบสวนหัวแหลม (ผมหมายถึงฉลาดเฉลียว ไม่ใช้กะโหลกศีรษะแหลมนะครับ) จับประเด็นเรื่องลูกของคนร้าย ผู้เสียหายให้การว่า คนร้ายมีลูกชายอายุประมาณ ๓-๔ ขวบ มันก็น่าจะมีการเรียนหนังสือ ตำรวจชุดหนึ่งจึงแห่ภาพนายอรรถวิชไปตามโรงเรียนอนุบาลในจังหวัดระยอง พอเปลี่ยนเข็มไปที่โรงเรียนอนุบาล มันก็จะเหลือไม่กี่แห่ง ทุกโรงเรียนอนุบาลในจังหวัดระยองถูกขอความร่วมมือทั้งหมด เข้าใจว่าคุณครูคงจะเอาภาพให้เด็กๆดูด้วยว่า “ นี่รูปพ่อใครเอ่ย” ในที่สุดก็เจอจนได้ ลูกของนายอรรถวิชเรียนอยู่ที่โรงเรียนบ้านเพ

เรื่องนี้ได้ความร่วมมือจากทางคุณครูเป็นอย่างดี ทราบว่าพ่อแม่ของเด็กอาชีพขายรองเท้าเก่า (รองเท้าใช้แล้ว) โดยรับซื้อรองเท้าใช้แล้วจากตลาดโรงเกลือ จ.สระแก้วแล้วเร่ขายทั่วไป ว่าแล้วตำรวจชุดสืบสวนก็ซุ่มดักติดตามความเคลื่อนไหวของลูกที่โรงเรียนบ้านเพ ในที่สุดก็จับกุมนายอรรถวิชได้พร้อมนางโจรผู้เป็นภรรยา ชื่ออโณทัยขณะขับรถปิกอัพ ลล ๑๗๕๕ กทม. มีรองเท้าเก่าใช้แล้วบรรทุกเต็มคันรถ

ตรวจสอบพบว่ารถปิกอัพ ลล ๑๗๕๕ แจ้งหายไว้ที่ สน.บางนา สองโจรสามีภรรยาเลยถูกจับกุมดำเนินคดี ข้อหาลักทรัพย์ – รับของโจรรถยนต์ สองสามีภรรยาโจรรับสารภาพว่าขโมยรถโดยอาศัยดูข้อมูลที่เจ้าของรถประกาศขายทางหนังสือพิมพ์และ INTERNET แล้วทำทีติดต่อซื้อ หาวิธีปั๊มกุญแจรถ แล้วแอบย้อนรอยขโมยรถ
ใครที่รถหาย โดยมีพฤติการณ์ลักษณะนี้ลองติดต่อหาข้อมูลได้จาก ศส.บชน.
"คุณอังกูรเล่นหนังด้วยหรอ?"
"โห...ประกบคู่กับพี่เอกสรพงษ์ด้วย"
"คลาสสิคสุดๆ...อยากดูเต็มๆจัง"
และอีกมากมายสำหรับเสียงตอบรับ เนื่องจากล่าสุดทีมงานทำ VDO "เปิดปูมฮีโร่" มาให้ได้ชมกัน วันนี้ทีมงานจีงขอสมนาคุณแฟนๆ ตามเสียงเรียกร้องครับ เราใช้เวลาตามหาภาพยนตร์สุดคลาสสิคเรื่องนี้อยู่นาน ในที่สุดก็ถึงมือแฟนๆ ไปดูกันเลยดีกว่าครับ...

(คลิ๊กที่ภาพเพื่อชมภาพยนตร์)

ตอน 1ตอน 2ตอน 3
ภาพยนตร์ เรื่อง 1+1 ฉึ่งแหลก ตอน 1 ภาพยนตร์ เรื่อง 1+1 ฉึ่งแหลก ตอน 2 ภาพยนตร์ เรื่อง 1+1 ฉึ่งแหลก ตอน 3
ติดตามกันมานาน
จนเป็นแฟนประจำกันก็มาก...
แต่หลายๆท่านคงยังอยากรู้จักคุณอังกูร (007) ในแง่มุมต่างๆ ให้ลึกลงไป
ถึงเรื่องราวชีวิตกว่าจะมาเป็นฮีโร่ของเรา
ในวันนี้ เราจึงไม่รอช้าจัดเป็น VDO
ให้ชมกันอย่างจุใจ

(คลิ๊กที่ รูปเพื่อดูวีดีโอ)

พลังสกาล่าร์ ร้องทุกข์ที่นี้
จำนวนผู้ที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์