บทความรู้ไว้ไม่ตายโหง
"ประสบการณ์คับด้ามปืน ของยอดนักสืบผู้การเอลวิส"
พร้อมตายหรือยัง ?
หน้าหลัก ›› บทความรู้ไว้ไม่ตายโหง ›› พร้อมตายหรือยัง ?







ฟังพระเทศน์งานศพบ้างเปล่า “...เช้านี้ยังดีๆอยู่....ตกบ่ายตายเสียแล้ว....” เป็นเช่นนั้นได้จริงๆ วันที่เขียนต้นฉบับนี้การต่อสู้ทางการเมืองแบบอหิงสายังเหนียวแน่น ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมิได้มีผลต่อร่างกายของผู้ชุมนุม ไม่สะทกสะท้านถึงความเจ็บปวด ความตายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา การต่อสู้ครั้งนี้อาจจะยาวนานเพราะรัฐบาลก็ใช้มาตรการอหิงสา อยู่ที่ว่าใครจะอึดกว่ากัน ขอเพียงอย่าได้มีใครจุดชนวนขึ้นมาก่อน จะเข้าทำนอง “น้ำผึ้งหยดเดียว” ผู้นำเรียกร้องประกาศจะนำพาประชาชนเข้าต่อสู้แบบอหิงสาเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย ไม่ชนะไม่เลิก ผู้คนเข้าร่วมเป็นกองทัพมือเปล่าจำนวนมาก วันพรุ่งนี้จะยังมีชีวิตหรือตายไม่รู้ บทความนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่ฝักใฝ่หรือยุยงส่งเสริมผู้ใด เป็นพระมาโปรดให้ได้คิด อาจเสริมให้เกิดความกล้า ฮึกเหิม ไม่ลังเลใจ หรือว่าควรกลับไปนอนคิดทบทวนเสียใหม่เพราะชีวิตนี้มันสั้นนัก

ท่านพร้อมจะตายหรือยัง? ตายแล้วได้อะไร ตายแล้วไปไหน หรือว่าไม่ทันได้คิด แต่ถ้าจะคิดตอนนี้ก็ยังพอทันการ ยืมคำท่านดังตฤนมาใช้ “เสียดายที่ตายไม่ได้อ่าน”

อันว่า “นรก” นั้นมีจริง เห็นกันชาตินี้ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า ถ้าเป็นทางพระก็ต้องบอกว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนหมุนเวียนตายและเกิดตามภพภูมิต่างๆแล้วแต่กรรมที่ทำไว้ เรื่องที่จะกล่าวนี้ไม่เคยมีใครได้สั่งได้สอน เป็นปฏิบัติการธรรมชาติ เดี๋ยวนี้การเตรียมตัวตายไม่ต้องรอถึงสูงวัย หนุ่มสาววัยทำงานก็มีสิทธิ์ตาย ควรจะได้เตรียมตัว อย่า “ตายก่อนถึงเวลาอันควร” เมื่อก่อนมีความเชื่อว่าการเตรียมตัวตายต้องใช้เวลามากกว่าการเตรียมอย่างอื่น เดี๋ยวนี่ไม่ใช่ อยากตายเมื่อไหร่เชิญเลย สามารถตายได้ทุกที่เพราะสังคมยุคปัจจุบันไม่มีคำว่าปราณี สำคัญว่าเตรียมตายรึยัง หรือว่าไม่ได้นึกถึง รู้ไหม? ขณะที่มีชีวิตอยู่ยังต้องมีการเตรียมตัวเตรียมการ เตรียมตัวในตอนเช้าก่อนออกจากบ้าน จะไปทำอะไร ที่ไหน ทำอะไรก่อน หลัง ทำยังไง บางคนเตรียมก่อนล่วงหน้าเป็นวัน พวกนักแสดง นักพูดที่จะไปขึ้นเวทีแสดงหรือปาฐกถารวมทั้งพระนักเทศน์ งานใหญ่ๆก็จะต้องมีการเตรียมการ บางคนเรียกว “ทำการบ้าน” หลายคนประสบมาแล้ว เตรียมการดี ทำการบ้านมาดีสำเร็จราบรื่น ถ้าเตรียมการไม่ดีหรือลืมทำการบ้าน งานล้มไม่เป็นท่า
ผู้ที่เคยรับราชการ ทำงานบริษัท นักการเมือง หรือทำธุรกิจส่วนตัว มีการเตรียมการ จะไปอยู่แห่งใหม่ ที่ทำงานใหม่ รับตำแหน่งใหม่ ไม่ว่าจะได้รับแต่งตั้งดำรงตำแหน่งสูงขึ้นหรือในระนาบเดียวกัน นักธุรกิจที่จะเปิดบริษัทใหม่ นักการเมืองที่จะเข้ารับตำแหน่ง ล้วนแต่จะต้องไปตระเตรียมห้องทำงานล่วงหน้า จัดโต๊ะทำงาน แต่งห้องใหม่ ทั้งหมดนี้เป็นการเตรียม พอถึงเวลาที่จะต้องไปนั่ง ณ ที่ใหม่จะได้สะดวกสบาย ไม่มีใครที่จะไม่เตรียมการล่วงหน้า เวลาที่ท่านตายรู้หรือเปล่าว่าท่านจะไปอยู่ที่ไหน เตรียมสถานที่ๆจะไปอยู่ใหม่หรือยัง (ไม่ใช่เรื่องจะเอาศพฝังที่ไหนหรือไปเผาที่ใดนะ อันนี้เป็นเรื่องของคนที่ยังอยู่ หมายถึงตัวท่านจะต้องไปเกิดในภพภูมิต่าง 31 ภูมิ ที่ภูมิใด?) ถ้าถามผมในคำถามนี้ ก็ตอบว่าไม่ทราบแต่ผมมีข้อแนะนำ
บางคนเข้าใจผิดว่ามนุษย์เราอายุ 100 ปีจึงจะหมดอายุขัย การกำหนดอายุมนุษย์ 100 ปี มีมาตั้งแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ปัจจุบันผ่านไป 2556 ปี เมื่อโลกผ่านไป 100 ปีอายุคนจะสั้นไป 1 ปีเพราะว่าโลกเราหมุนรอบตัวเองเหมือนกับลูกข่าง เมื่อหมุนไปนานๆจะค่อยๆ ช้าลงๆ (ผมใช้หลักธรรมชาติอธิบาย) ท่านเห็นไหมครับเวลาเราปั่นลูกข่าง แรกๆจะหมุนจี๋แล้วจะค่อยๆช้าลงๆ แล้วก็หยุดไปในที่สุด เวลาที่โลกหมุนรอบตัวเองจะช้าลงในแต่ละวัน (ทั้งกลางวันและกลางคืน) จะช้าลงโดยเราไม่รู้ตัว อายุคนจึงค่อยๆหายไป ฉะนั้นใน พ.ศ.นี้อายุคนจึงอยู่ได้แค่ 70 ปีกว่าๆ พอมาถึงตอนนี้หลายคนจะต้องเถียงผม บางคนก็คงจะด่าในใจหรือนินทาว่าผมถ้าจะบ้าเพราะคนอายุเกิน 70 ที่อยู่ใกล้ๆตัวมีให้เห็นเยอะ ยังแข็งแรงไม่มีวี่แววจะตายเอาเลย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะท่านเหล่านั้นทำกรรมดีไว้ในชาติก่อน ผมเองยังอิจฉาและอยากมีอายุเกิน 70 ปี แต่ผมไม่ทราบได้ว่าในชาติก่อนผมได้ทำกรรมดีไว้มากน้อยแค่ไหน ชาตินี้จะขอทำดีไว้เพื่อชาติหน้าจะได้ไปเกิดในสุคติภูมิคือ ภูมิที่มีความสุข ตรงกันข้ามกับทุคติภูมิ ซึ่งจะมีแต่ความทุกข์เดือดร้อน
เรื่องตายเป็นเรื่องน่ากลัว ไม่อยากได้ยินได้ฟัง ไม่อยากให้เกิดกับตัวเราหรือคนในครอบครัวทั้งๆที่รู้ว่าต้องตายทุกคน แต่ไม่มีใครอยากจะตาย ก่อนตายเขาจะเรียกท่านว่าเข้าสู่วัยชรา นั่นคือได้ผ่านร้อนผ่านหนาวทั้งหน้าที่การงานและเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งมีทายาทเพื่อสืบแทนตระกูล ถือได้ว่าท่านได้ประสบความสำเร็จในชีวิตหรือเรียกง่ายๆว่าสอบผ่าน ถ้าสอบไม่ผ่านก็คือตายเสียก่อนที่จะถึงอายุ 60 แล้วเวลาที่เหลือหลังจากอายุ 60 นี้จะไปทำอะไรกัน ก็เตรียมตัวตาย ไงเล่า
การเตรียมตัวก่อนตายในทางโลกบอกว่า ถ้ามีทรัพย์สินใดที่ซ่อนเร้นและเปิดเผยให้ทำหนังสือแจ้งหรือทำพินัยกรรมไว้ กังวลเรื่องใดก็จัดการเสียให้เสร็จ จัดการเองไม่ได้ก็บอกให้คนอื่นจัดการ ถามใจตัวเองดูว่าถ้าจะต้องตายในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้ายังเป็นห่วงเรื่องใดแล้วก็จัดการเสีย
ในส่วนของทางธรรมให้ดูที่จิต ถ้าก่อนตายจิตผ่องใส ตายไปแล้วจะสู่สุคติ ถ้าก่อนตายจิตไม่ผ่องใสขุ่นมัว ตายไปแล้วจะไปสู่ทุคติ ดังนั้นถ้าเราอยากจะรู้ว่าตายแล้วไปไหนให้สังเกตจิตเวลาใกล้ตาย อ้าว...แล้วคนที่ตายกะทันหันหรือตายปุ๊บปั๊บไม่มีอาการล่วงหน้า เช่น นั่งหลับไปในรถแล้วเกิดอุบัติเหตุรถชนกันตายหรือถูกลอบยิงตาย หรือเข้าร่วมชุมนุมแล้วตาย แล้วพวกนี้จะไปไหน ถือเป็นพวกจิตไม่ทราบล่วงหน้าว่าจะตาย บอกได้เลยว่าคนที่ตายในลักษณะนี้ ก่อนประสบเหตุตายจิตคิดอะไรไว้ จะไปประกอบกรรมดีหรือกรรมชั่ว ผลย่อมเกิดดั่งที่ตั้งใจไว้ ถ้าคิดจะไปทำกรรมดีก็ไปสู่สุคติ ถ้าจะไปทำกรรมชั่วก็จะไปสู่ทุคติ พูดง่ายๆจะไปสวรรค์หรือลงนรก พวกที่ตายในการชุมนุมนั้นเมื่อชาติก่อนๆก็เคยตายในลักษณะนี้ ฟันธง
ถามว่าจะทำอย่างไรให้จิตผ่องใสใกล้จะตาย คำตอบก็คือให้นึกถึงบุญกุศลที่ทำไว้ครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ นึกถึงภาพที่เคยไปทำบุญ ให้ทาน ทำกุศลในเรื่องต่างๆ เรื่องเศร้าหมองอย่าไปคิด (เอ้า..ใครไม่ค่อยทำบุญทำทานหรือช่วยการกุศล รีบทำซะ) ตรงกันข้าม จิตใจเศร้าหมองก็คือ พอรู้ว่าจะตายนึกถึงแต่สิ่งชั่วร้าย (ของพวกนี้ต่อให้ตั้งใจว่าจะไม่นึกถึงมันก็จะแว่บเข้ามาโดยอัตโนมัติ) เคยไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไปผิดลูกเมียคนอื่นหรือเป็นห่วงโน่นห่วงนี่ บุญกุศลไม่เคยทำหรือทำก็ยังไม่พอที่จะลบล้างกันได้ รับรองไปสู่ทุคติทันที มีตัวอย่างหญิงชราคนหนึ่งชอบเลี้ยงแมว อยู่กับแมว คุยกับแมว ใกล้ตายจิตก็ห่วงแต่แมว กลัวแมวจะเดือดร้อนไม่มีใครให้อาหารเลี้ยงดู พอตายไปก็เลยไปเกิดเป็นแมว ฉะนั้นจิตตอนใกล้ตายนั้นสำคัญ การตั้งสมาธิ กำหนดจิตให้แนวแน่ ไม่คิดถึงสิ่งใด เป็นวิธีที่ดีที่สุด
ที่ผมได้กล่าวไปนี้ จะถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ ผมไม่ทราบเพราะผมมีความรู้แค่เป็นเด็กวัด ศึกษาธรรมะมาพอสมควรโดยเฉพาะกฎแห่งกรรม ถ้าไม่เชื่อก็อย่าปฏิเสธเสียทีเดียว วินาทีใกล้ตายจะนึกถึงบทความนี้ พวกมือปราบ พวกชอบทำวิสามัญฯ นักอุ้ม ทำบุญให้มากๆแล้วแผ่เมตตา ไม่งั้นชาติหน้าคุณโดนแน่ ถือว่าเราเตือนคุณแล้วนะ.
"คุณอังกูรเล่นหนังด้วยหรอ?"
"โห...ประกบคู่กับพี่เอกสรพงษ์ด้วย"
"คลาสสิคสุดๆ...อยากดูเต็มๆจัง"
และอีกมากมายสำหรับเสียงตอบรับ เนื่องจากล่าสุดทีมงานทำ VDO "เปิดปูมฮีโร่" มาให้ได้ชมกัน วันนี้ทีมงานจีงขอสมนาคุณแฟนๆ ตามเสียงเรียกร้องครับ เราใช้เวลาตามหาภาพยนตร์สุดคลาสสิคเรื่องนี้อยู่นาน ในที่สุดก็ถึงมือแฟนๆ ไปดูกันเลยดีกว่าครับ...

(คลิ๊กที่ภาพเพื่อชมภาพยนตร์)

ตอน 1ตอน 2ตอน 3
ภาพยนตร์ เรื่อง 1+1 ฉึ่งแหลก ตอน 1 ภาพยนตร์ เรื่อง 1+1 ฉึ่งแหลก ตอน 2 ภาพยนตร์ เรื่อง 1+1 ฉึ่งแหลก ตอน 3
ติดตามกันมานาน
จนเป็นแฟนประจำกันก็มาก...
แต่หลายๆท่านคงยังอยากรู้จักคุณอังกูร (007) ในแง่มุมต่างๆ ให้ลึกลงไป
ถึงเรื่องราวชีวิตกว่าจะมาเป็นฮีโร่ของเรา
ในวันนี้ เราจึงไม่รอช้าจัดเป็น VDO
ให้ชมกันอย่างจุใจ

(คลิ๊กที่ รูปเพื่อดูวีดีโอ)

พลังสกาล่าร์ ร้องทุกข์ที่นี้
จำนวนผู้ที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์